ศูนย์รวมข่าวประชาสัมพันธ์ โรงแรม ท่องเที่ยว MICE แพ็กเกจลงข่าว · ส่งข่าวฟรี · เข้าระบบ ไทย EN
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
โรงแรม ท่องเที่ยว MICE ประชุมสัมมนา อาหารและร้านอาหาร อีเวนต์ ธุรกิจการตลาด การเงินการธนาคาร เทคโนโลยี สุขภาพความงาม ไลฟ์สไตล์ อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา

Ajinomoto จับมือเทวาภิรมย์ พัฒนาผลผลิตกาแฟ Robusta เชียงรายและน่าน ในปี 2569

Ajinomoto FD Green (Thailand) ร่วมกับเทวาภิรมย์และกลุ่มเกษตรกรเชียงรายและน่าน จัดอบรมเกษตรกร 1,125 คน เพื่อยกระดับการผลิตกาแฟ Robusta ด้วยมาตรฐาน GAP

Ajinomoto จับมือเทวาภิรมย์ พัฒนาผลผลิตกาแฟ Robusta เชียงรายและน่าน ในปี 2569

Ajinomoto FD Green (Thailand) ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจกาแฟ เทวาภิรมย์ และกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ จัดการประชุมอบรมพัฒนาทักษะการปลูกกาแฟสายพันธุ์ Robusta คุณภาพสูงให้แก่ชาวไร่ในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่านจำนวน 1,125 คน เมื่อปี 2569 ณ จังหวัดเชียงราย ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งแก้ปัญหาผลผลิตที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนและแมลงศัตรูพืช เพื่อขยายฐานการผลิตเมล็ดกาแฟคุณภาพป้อนความต้องการของตลาดโลก พร้อมกันนี้ยังได้มอบต้นกล้ากาแฟจำนวน 1,480 ต้น และถ่ายทอดมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีหรือ Good Agricultural Practices (GAP) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน

ศักยภาพกาแฟภาคเหนือและโอกาสในตลาดมูลค่า 65,000 ล้านบาท

รายงานประมาณการจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในปี 2568 ระบุว่าตลาดกาแฟไทยมีมูลค่ารวมราว 65,000 ล้านบาท โดยมีผลผลิตกาแฟสายพันธุ์ Robusta ประมาณ 8,500 ถึง 9,500 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 55 ถึง 58 ของผลผลิตกาแฟทั้งประเทศ แม้พื้นที่ปลูกหลักจะอยู่ในภาคใต้ แต่สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปทำให้จังหวัดเชียงรายซึ่งมีผลผลิตกาแฟเป็นอันดับ 1 ของประเทศ และจังหวัดน่าน กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ในการพัฒนา Specialty Coffee และกาแฟ Robusta คุณภาพสูง ข้อมูลจาก Euromonitor ยังชี้ว่าตลาดโลกเติบโตต่อเนื่องโดยมีสหรัฐอเมริกา, บราซิล, ฟิลิปปินส์, ญี่ปุ่น และจีน เป็น 5 ประเทศที่บริโภคกาแฟสูงสุด ขณะที่เวียดนามซึ่งมีภูมิศาสตร์ใกล้เคียงกับไทยก็ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก

สุพรรณี ไม้สนธิ์ ผู้จัดการหน่วยงาน Production and Development ของ Ajinomoto FD Green (Thailand) เปิดเผยว่าความต้องการบริโภคกาแฟทั่วโลกขยายตัวสูงกว่าปริมาณการผลิต แต่ประเทศไทยยังผลิตกาแฟป้อนความต้องการในประเทศได้เพียงร้อยละ 18 เท่านั้น สาเหตุสำคัญมาจากการเพาะปลูกที่พึ่งพาน้ำฝนตามธรรมชาติ ปัญหาโรคพืช และสภาพอากาศที่แปรปรวน การส่งเสริมพื้นที่ปลูกกาแฟ Robusta ในภาคเหนือจึงช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตของชาวไร่กาแฟไทยให้พร้อมรองรับความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสบการณ์การดื่มที่หลากหลาย

การพัฒนาเกษตรกรด้วยมาตรฐาน GAP และโครงการความยั่งยืน

กลุ่มบริษัท Ajinomoto ดำเนินโครงการ Thai Farmer Better Life Partner เพื่อดูแลเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟและมันสำปะหลังตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยนำหลักการ Good Agricultural Practices (GAP) มาช่วยยกระดับคุณภาพผลผลิตและพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมกันนี้ได้สนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ผสมแร่ธาตุซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตผงชูรสเพื่อหมุนเวียนทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และร่วมมือกับฝ่ายวิศวกรรมของบริษัทในการทดลองวิธีเพาะปลูกใหม่ในพื้นที่จริง ในการประชุมประจำปี 2569 ที่จังหวัดเชียงราย คณะผู้บริหารนำโดย Yosuke Masaki กรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วย โสภา อ่อนนุ่ม, สรกฤช สายหล้า และ สุพรรณี ไม้สนธิ์ จึงได้ร่วมกับผู้แทนจากเทวาภิรมย์ ได้แก่ จุลพีระ สายตระกูล และ แพรวา บุณยะวัน ลงพื้นที่อบรมเกษตรกรและสนับสนุนวัตถุดิบสำหรับตลาดกาแฟไทย รวมถึงกาแฟพร้อมดื่ม RTD Coffee ตราสินค้า Birdy ที่ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 50% เพื่อส่งมอบ Good Moments ให้แก่ผู้บริโภคในทุกวัน

รายละเอียดข้อมูล
พื้นที่เป้าหมายโครงการจังหวัดเชียงราย และ จังหวัดน่าน
สถานที่จัดการประชุมประจำปี 2569จังหวัดเชียงราย
จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมอบรม1,125 คน
การสนับสนุนพันธุ์พืชมอบต้นกล้ากาแฟ 1,480 ต้น
มูลค่าตลาดกาแฟไทย (ประมาณการปี 2568)65,000 ล้านบาท
ปริมาณผลผลิตกาแฟ Robusta ในไทย8,500 ถึง 9,500 ตัน (ร้อยละ 55 ถึง 58 ของผลผลิตทั้งหมด)

ข่าวความร่วมมือครั้งนี้เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับคนทำงานโรงแรม ผู้ประกอบการร้านอาหาร และผู้จัดงานที่กำลังมองหาเมล็ดกาแฟ Robusta คุณภาพสูงและ Specialty Coffee จากแหล่งปลูกในประเทศซึ่งมีระบบตรวจสอบย้อนกลับชัดเจน เพื่อนำมาจัดบริการเครื่องดื่มในห้องอาหารหรืองานประชุม นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อนักท่องเที่ยวสายกาแฟที่เดินทางไปจังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่าน ซึ่งจะได้สัมผัสผลผลิตกาแฟท้องถิ่นคุณภาพดีจากเกษตรกรไทยโดยตรง

เรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการ Thai-PR.com จากข่าวประชาสัมพันธ์ของ Ajinomoto ที่เผยแพร่สู่สาธารณะ