ศูนย์รวมข่าวประชาสัมพันธ์ โรงแรม ท่องเที่ยว MICE แพ็กเกจลงข่าว · ส่งข่าวฟรี · เข้าระบบ ไทย EN
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
โรงแรม ท่องเที่ยว MICE ประชุมสัมมนา อาหารและร้านอาหาร อีเวนต์ ธุรกิจการตลาด การเงินการธนาคาร เทคโนโลยี สุขภาพความงาม ไลฟ์สไตล์ อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา

วิธีแยกแยะ gaslighting ออกจาก feedback เพื่อป้องกันภาวะ burnout ในที่ทำงาน

แนวทางสังเกตสัญญาณ workplace gaslighting ที่แฝงมากับการให้ feedback พร้อมวิธีรับมืออย่างมืออาชีพเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะ burnout ของคนทำงาน

วิธีแยกแยะ gaslighting ออกจาก feedback เพื่อป้องกันภาวะ burnout ในที่ทำงาน

ปัญหา workplace gaslighting ที่แฝงตัวมาในรูปของ constructive feedback กำลังกระทบต่อสุขภาพจิตของคนทำงานในองค์กรต่าง ๆ จากผลวิจัยระหว่างปี พ.ศ. 2567 ถึง 2569 การบิดเบือนความจริงและเปลี่ยนเกณฑ์งานโดยไม่แจ้งล่วงหน้าทำให้พนักงานสับสนในความทรงจำและขาดความมั่นใจ ปัญหานี้นำไปสู่ภาวะ burnout, พฤติกรรม quiet quitting และการลดลงของ work engagement จนองค์กรสูญเสียบุคลากรคนสำคัญ

ความแตกต่างระหว่าง feedback จริงกับ workplace gaslighting

งานวิจัยเมื่อเดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า workplace gaslighting ต่างจากพฤติกรรมเชิงลบอื่นเพราะมีเจตนาที่กำกวมและเกิดได้ทั้งจากการกระทำหรือการละเว้น ทั้งนี้นักจิตวิทยาย้ำว่าการวิจารณ์งานตามเหตุผลหรือการจำบทสนทนาคลาดเคลื่อนกันเพียง 1 ครั้งโดยสุจริตใจถือเป็นเรื่องธรรมชาติและไม่ใช่การบิดเบือนทางจิตวิทยา คนทำงานจึงต้องประเมินจากรูปแบบที่เกิดซ้ำตามเกณฑ์เปรียบเทียบ 5 มิติและข้อมูลในตารางต่อไปนี้

รายละเอียดข้อมูล
ช่วงเวลางานวิจัยปี พ.ศ. 2567 ถึงเดือนตุลาคม 2569
เจตนาfeedback จริงช่วยพัฒนาจุดอ่อน ส่วน gaslighting มุ่งบงการและควบคุม
ความชัดเจนfeedback จริงมีขั้นตอนชัดเจน ส่วน gaslighting คลุมเครือและขยับเป้าหมายตลอด
จุดวิจารณ์feedback จริงเจาะจงที่ผลงาน ส่วน gaslighting โจมตีบุคลิกหรือความทรงจำ
ความสอดคล้องfeedback จริงมีมาตรฐานคงที่ ส่วน gaslighting เปลี่ยนเกณฑ์ตามสถานการณ์
ผลต่อความมั่นใจfeedback จริงสร้างความไว้วางใจ ส่วน gaslighting กัดกร่อนความมั่นใจ

7 สัญญาณเตือนและผลกระทบต่อภาวะ burnout

รายงานเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 สรุปสัญญาณเตือน 7 ข้อที่ฝ่าย HR และพนักงานควรสังเกต ได้แก่ การเบี่ยงประเด็นไปโทษตัวบุคคล, การตำหนิซ้ำ ๆ โดยไร้ข้อเสนอแนะที่ดี และการเปลี่ยนมาตรฐานโดยไม่แจ้งล่วงหน้า นอกจากนี้ยังมีการปฏิเสธความจริงแม้มีหลักฐานใน email ยืนยันและการกีดกันข้อมูลสำคัญ จนพนักงานเริ่มสงสัยในความทรงจำของตนเองและกล่าวขอโทษบ่อยขึ้นโดยไม่รู้ตัว งานวิจัยปี พ.ศ. 2567 ในกลุ่มพยาบาลกว่า 410 คนพบว่าผู้ที่เผชิญปัญหานี้มีโอกาสเกิด burnout สูงกว่า 30% และมีแนวโน้มลาออกสูงกว่าเกือบ 40%

งานวิจัยเมื่อเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2569 ในพยาบาล 443 คนยืนยันว่า gaslighting ส่งผลบวกต่อ occupational burnout ที่ค่า 0.480 และส่งผลลบต่อ psychological well-being ที่ค่าติดลบ 0.160 ซึ่งสุขภาพจิตที่แย่ลงจะพาให้เกิดอาการหมดไฟตามมา ส่วนงานวิจัยเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ในพนักงาน 291 คนพบว่าปัญหานี้เป็นตัวทำนายของ quiet quitting ที่ค่า 0.368 และลด work engagement ที่ค่าติดลบ 0.373 สอดคล้องกับผลสำรวจในปี พ.ศ. 2568 ที่ชี้ว่า 58% ของผู้ที่คิดลาออกมีสาเหตุจากการสื่อสารภายในที่ย่ำแย่

แนวทางรับมือเพื่อปกป้องความมั่นใจในการทำงาน

พนักงานสามารถรับมือได้ด้วยการขอเกณฑ์วัดผลเป็นลายลักษณ์อักษร, ขอตัวอย่างที่ต้องปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม และเก็บบันทึก email หรือสรุปการประชุมไว้ชี้แจงข้อเท็จจริงเมื่อข้อมูลขัดแย้งกัน หากพบว่าตนเองขอโทษบ่อยขึ้นในสิ่งที่ไม่ได้ทำผิดและมีหลักฐานแสดงรูปแบบที่ชัดเจน ควรปรึกษาฝ่าย HR หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทันที เพราะผลสำรวจชี้ว่า 80% ของพนักงานจะยังคงรู้สึก engaged เมื่อได้รับ feedback ที่มีความหมายและทันเวลา

ข่าวนี้น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานโรงแรม, ผู้จัดงาน และหัวหน้างานที่ต้องบริหารทีมภายใต้ความกดดันสูง การแยกแยะระหว่าง feedback จริงกับ gaslighting ได้อย่างถูกต้องจะช่วยรักษาคนเก่งและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีได้อย่างยั่งยืน

เรียบเรียงโดยกองบรรณาธิการ Thai-PR.com จากข่าวประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่สู่สาธารณะ