ไทยขาดดุลการค้า 9 เดือนปี 2569 แตะ 1.54 ล้านล้านบาท กดบาทอ่อนกระทบ SME
ไทยขาดดุลการค้าต่อเนื่อง 12 เดือนถึงกันยายน 2569 สะสมกว่า 1.54 ล้านล้านบาท กดดันเงินบาทอ่อนค่าและดันต้นทุนผู้ผลิตพุ่ง 10.5% กระทบธุรกิจ SME
ประเทศไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าต่อเนื่องครบ 12 เดือนในเดือนกันยายน 2569 หลังยอดนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศพุ่งสูงกว่ามูลค่าการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2569 ยอดขาดดุลสะสมพุ่งแตะ 43,693.9 ล้าน USD หรือกว่า 1.54 ล้านล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการนำเข้าสินค้าจากจีนและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center สถานการณ์ดังกล่าวกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าและดันต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและสภาพคล่องของผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ
สาเหตุหลักที่ดันยอดนำเข้าพุ่งและโครงสร้างการค้าที่เปลี่ยนไป
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการส่งออกรวมของไทยอยู่ที่ 304,588.6 ล้าน USD หรือเติบโตขึ้น 19.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม มูลค่าการนำเข้ากลับขยายตัวสูงถึง 37.8% คิดเป็นตัวเลขรวม 348,282.5 ล้าน USD โดยเดือนเมษายน 2569 สร้างสถิติขาดดุลรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10,021.3 ล้าน USD และเฉพาะเดือนกันยายน 2569 มียอดนำเข้าสูงถึง 44,295.6 ล้าน USD จนขาดดุลไปอีก 5,856.6 ล้าน USD ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแม้รายได้จากการส่งออกจะขยายตัวเกือบ 20% แต่รายจ่ายจากการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นเกือบ 38% ทำให้ดุลการค้าภาพรวมยังคงติดลบอย่างหนัก
ปัจจัยเร่งการนำเข้ามาจาก 2 ทิศทางสำคัญ ได้แก่ การขาดดุลการค้ากับจีนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ที่ทะลุ 1.78 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มแตะ 2.6 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปีจากการนำเข้าเครื่องจักรกลและเครื่องจักรไฟฟ้า ซึ่งในเดือนเมษายน 2569 เพียง 1 เดือนไทยขาดดุลกับจีนถึง 7,680.5 ล้าน USD ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเร่งนำเข้าสินค้าทุนขั้นสูงเพื่อก่อสร้างระบบ Data Center เพิ่มขึ้นถึง 27.5% YoY ซึ่งช่วยวางรากฐานระยะยาวแต่สร้างภาระการนำเข้าในระยะสั้น นอกจากนี้ โครงสร้างการค้าของไทยยังมีความเหลื่อมล้ำสูงตามแต่ละประเทศคู่ค้า เห็นได้จากเดือนเมษายน 2569 ที่ไทยยังเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อยู่ที่ 4,648.8 ล้าน USD
ผลกระทบต่อค่าเงินบาท ต้นทุนผู้ผลิต และวิกฤตสภาพคล่องของ SME
การนำเข้าที่สูงกว่าการส่งออกทำให้เกิดความต้องการแลกเงินบาทเป็น USD อย่างต่อเนื่องเพื่อชำระค่าสินค้า ประสานกับราคาพลังงานโลกที่ทรงตัวในระดับสูงจากภาวะอุปทานตึงตัวและเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปัจจัยเหล่านี้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าและส่งผลให้ดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ PPI ในเดือนกันยายน 2569 ปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 116.8 หรือเพิ่มขึ้น 10.5% YoY ซึ่งหมายถึงต้นทุนหน้าโรงงานที่เพิ่มขึ้นราว 1 ใน 10 ภายในเวลา 1 ปี ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคตลอดปี 2569 จะอยู่ที่ราว 1.37 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4% YoY โดยกลุ่มสินค้าราคาประหยัดจะขยายตัวถึง 18% YoY แม้ภาครัฐจะยกเลิกเกณฑ์ De minimis ที่เคยยกเว้นภาษีสินค้าไม่เกิน 1,500 บาท และเปลี่ยนมาจัดเก็บอากรขาเข้าพร้อม VAT ตั้งแต่ราคา 1 บาทแล้วก็ตาม
ภาระต้นทุนทั้งค่าพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่ปรับตัวขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME หรือ SMESI ในเดือนมีนาคม 2569 ลดลงต่ำกว่าระดับเกณฑ์มาตรฐานที่ 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ก่อนจะปรับลดลงต่อเนื่องไปอยู่ที่ 46.0 ในเดือนเมษายน 2569 ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ภาคธุรกิจมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นตามภาระต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ยอดสินเชื่อ SME ในไตรมาส 1 ปี 2569 กลับหดตัวลงอย่างต่อเนื่องทำให้การเข้าถึงแหล่งทุนทำได้ยากขึ้น ขณะเดียวกัน นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาเตือนถึงการขาดมาตรการเชิงรุกของภาครัฐในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกและการรับมือเงื่อนไขการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงแสดงความกังวลต่อข้อตกลง FTA ระหว่างไทยและ UAE ที่สรุปผลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ว่าหากเปิดเสรีโดยไม่รัดกุมอาจซ้ำเติมอุตสาหกรรมในประเทศให้ขาดดุลหนักขึ้น
สรุปตัวเลขและวันที่สำคัญของภาวะการค้าไทยปี 2569
| รายละเอียด | ข้อมูล |
|---|---|
| ช่วงเวลาที่ขาดดุลการค้าต่อเนื่อง | 12 เดือนติดต่อกัน (สิ้นสุดเดือนกันยายน 2569) |
| ยอดขาดดุลสะสม (มกราคมถึงกันยายน 2569) | 43,693.9 ล้าน USD (ประมาณ 1.54 ล้านล้านบาท) |
| ยอดขาดดุลเฉพาะเดือนกันยายน 2569 | 5,856.6 ล้าน USD |
| เดือนที่ขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ | เมษายน 2569 มูลค่า 10,021.3 ล้าน USD |
| ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) กันยายน 2569 | ระดับ 116.8 (เพิ่มขึ้น 10.5% YoY) |
| เกณฑ์ภาษีสินค้านำเข้าใหม่ (ยกเลิก De minimis) | เก็บอากรขาเข้าและ VAT ตั้งแต่สินค้ามูลค่า 1 บาท (จากเดิมยกเว้นไม่เกิน 1,500 บาท) |
| ดัชนีความเชื่อมั่น SME (SMESI) เมษายน 2569 | ระดับ 46.0 (ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ 50) |
| วันสรุปผลเจรจา FTA ไทยและ UAE | วันที่ 7 ตุลาคม 2569 |
ข้อมูลเศรษฐกิจชุดนี้มีความสำคัญโดยตรงต่อคนทำงานโรงแรมและผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องวางแผนบริหารต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น สำหรับผู้จัดงานและธุรกิจบริการ การติดตามแนวโน้มค่าเงินบาทและภาวะสินเชื่อ SME จะช่วยในการประเมินงบประมาณจัดซื้อและการบริหารสภาพคล่องได้อย่างรัดกุมยิ่งขึ้น ส่วนนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคทั่วไปสามารถใช้ข้อมูลทิศทางค่าเงินและราคาสินค้าเพื่อวางแผนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและการเดินทางได้อย่างเหมาะสม