โรงพยาบาลนวเวชแนะวิธีสังเกตอาการและคัดกรองมะเร็งตับเพื่อการรักษาทันท่วงที
โรงพยาบาลนวเวชเผยแนวทางสังเกตอาการ ปัจจัยเสี่ยง วิธีตรวจคัดกรองและรักษามะเร็งตับตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเพื่อลดความรุนแรงของโรค
ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลนวเวช โดย พญ.จิตราภา แสนโภชน์ (ว.36794) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร เปิดเผยข้อมูลทางการแพทย์เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 69 เกี่ยวกับแนวทางรับมือโรคมะเร็งตับ หรือ Hepatocellular carcinoma การให้ความรู้ครั้งนี้มุ่งเน้นให้ประชาชนเข้าใจกลไกการเกิดโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงระยะลุกลามเพื่อเฝ้าระวังตนเองและคนใกล้ชิดได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้การตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยงและการเลือกวิธีตรวจคัดกรองที่ถูกต้องถือเป็นหัวใจสำคัญในการลดความรุนแรงของโรคและรักษาตับให้แข็งแรงในระยะยาว
แนวทางการตรวจวินิจฉัยและวิธีรักษาตามระยะของโรค
การตรวจหาความผิดปกติของตับในกลุ่มเสี่ยงสามารถเริ่มต้นด้วยการทำ ultrasound ช่องท้องส่วนบนควบคู่กับการเจาะเลือดดูค่า AFP เพื่อคัดกรองเบื้องต้น หากแพทย์พบข้อบ่งชี้ที่น่าสงสัยจะส่งตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่อง CT scan หรือ MRI รวมถึงอาจเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจทางพยาธิวิทยาในผู้ป่วยบางราย สำหรับผู้ที่ตรวจพบก้อนเนื้อตั้งแต่ระยะเริ่มต้นยังมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ด้วยวิธีผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกหรือ hepatic resection การจี้ทำลายก้อนมะเร็งด้วยวิธี ablation และการผ่าตัดเปลี่ยนตับหรือ liver transplantation โดยแพทย์จะประเมินจากขนาดและจำนวนก้อน การกระจายของโรค ค่าการทำงานของตับ และสมรรถภาพร่างกายของผู้ป่วยร่วมกัน
ในกรณีที่โรคเข้าสู่ระยะลุกลามซึ่งเซลล์มะเร็งอาจกระจายไปยังปอดหรือกระดูก เป้าหมายของการรักษาจะมุ่งเน้นการชะลอการเติบโตของก้อนเนื้อและป้องกันภาวะแทรกซ้อน แพทย์สามารถใช้วิธีฉีดยาบำบัดร่วมกับสารอุดหลอดเลือดที่เลี้ยงก้อนเนื้อหรือ TACE การฉายแสงที่ก้อนเนื้อโดยตรงหรือ Radiotherapy ตลอดจนการให้ยาเพื่อประคับประคองอาการแบบ systemic chemotherapy ปัจจุบันยังมีทางเลือกในการใช้ยามุ่งเป้าหรือ targeted chemotherapy หลายชนิดที่ให้ผลการรักษาดี มีผลข้างเคียงต่ำ และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก
สาเหตุ อาการเตือน และแนวทางป้องกันสำหรับกลุ่มเสี่ยง
โรคมะเร็งตับเกิดจากเซลล์ตับที่แบ่งตัวผิดปกติและเพิ่มจำนวนมากเกินไปจนกลายเป็นก้อนในตับ โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากการดื่มสุราเป็นประจำ ภาวะอ้วน โรคตับแข็งจากทุกสาเหตุ และภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ นอกจากนี้การติดเชื้อตับอักเสบชนิด B หรือชนิด C ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ รวมถึงการได้รับสาร aflatoxin จากเชื้อราที่ปนเปื้อนในถั่วลิสง ถั่วเหลือง ธัญพืช และอาหารแห้ง ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญทั้งสิ้น ผู้ที่มีความเสี่ยงเหล่านี้จึงควรเข้ารับการตรวจเช็กสุขภาพตับตามคำแนะนำของแพทย์เป็นระยะ
ข้อควรระวังคือในระยะแรกที่ก้อนเนื้อยังมีขนาดไม่ใหญ่และตับยังทำงานได้ปกติ ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการแสดงใดเลย ต่อเมื่อโรคพัฒนาขึ้นจึงอาจพบอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องบวมโตและมีน้ำในช่องท้อง ตาเหลือง ตัวเหลือง อาเจียนเป็นเลือด หรือตรวจพบการทำงานของตับผิดปกติ การป้องกันที่ดีที่สุดจึงได้แก่การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อภาวะตับแข็ง ทั้งการลดการดื่มสุรา การควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายเพื่อป้องกันไขมันพอกตับ และการฉีด vaccine สำหรับผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันโรคตับอักเสบชนิด B ส่วนผู้ที่ติดเชื้อตับอักเสบชนิด B หรือ C ควรพบแพทย์เพื่อประเมินการรักษา พร้อมทั้งป้องกันการติดเชื้อด้วยการงดมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และไม่สักหรือใช้เข็มฉีดยา ใบมีดโกน รวมถึงกรรไกรตัดเล็บร่วมกับผู้อื่น
ข้อมูลติดต่อศูนย์ระบบทางเดินอาหาร
| รายละเอียด | ข้อมูล |
|---|---|
| หน่วยงานเจ้าของข้อมูล | ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลนวเวช |
| แพทย์ผู้ให้ข้อมูล | พญ.จิตราภา แสนโภชน์ (ว.36794) |
| วันที่เผยแพร่ | 5 พ.ย. 69 |
| เบอร์ติดต่อ | 1507 |
| ช่องทาง Line | @navavej |
ข้อมูลทางการแพทย์ชุดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานโรงแรม ผู้จัดงาน และนักท่องเที่ยวที่ต้องดูแลสุขภาพท่ามกลางตารางงานที่เร่งรีบหรือมีการรับประทานอาหารนอกบ้านและร่วมงานสังสรรค์บ่อยครั้ง การคัดเลือกวัตถุดิบอาหารแห้งที่ปลอดภัย การลดเครื่องดื่มมึนเมา และการตรวจคัดกรองสุขภาพตับตามระยะเวลาที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ที่อยู่ในภาคบริการและผู้เดินทางท่องเที่ยวสามารถป้องกันโรคร้ายและดูแลคนใกล้ชิดได้อย่างมั่นใจ