วธ. จับมือ Grab เซ็น MOU 3 ปี ดันท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและร้านอาหารชุมชน
กระทรวงวัฒนธรรมและ Grab ประเทศไทย ลงนาม MOU 3 ปี ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหนุนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ร้านอาหารชุมชน และสินค้า CPOT ผ่าน GrabMart
กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และ Grab ประเทศไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยและการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และนายจิรกิตต์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเดลิเวอรี Grab ประเทศไทย ร่วมลงนาม พร้อมด้วยรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและผู้บริหารทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม ความร่วมมือครั้งนี้มีระยะเวลา 3 ปี มุ่งใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเครื่องมือกระจายรายได้จากทุนทางวัฒนธรรมไปสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า กระทรวงกำลังขับเคลื่อนแนวคิด Cultural NEXUS เชื่อมวัฒนธรรมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี เพื่อให้ชุมชนมีรายได้และเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงตลาดโลกมากขึ้น การร่วมมือกับ Grab ในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเรื่องราวและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยในวงกว้างขึ้น
ด้านผู้บริหาร Grab ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า นักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกว่า 37% นิยมวางแผนเดินทางเพื่อหาประสบการณ์ท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะด้านอาหารและวัฒนธรรม ขณะที่ Grab มีผู้ใช้บริการกว่า 54 ล้านคนต่อเดือน ครอบคลุม 8 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายเคยร่วมมือกันโปรโมตเมนูต้มยำกุ้ง โครงการ The Lost Taste และส่งเสริมการเดินทางไปวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่จากยูเนสโก
4 แนวทางความร่วมมือ ตั้งแต่เที่ยววัดถึงร้านอาหารชุมชน
ความร่วมมือระยะ 3 ปีครอบคลุมการทำงาน 4 ด้านหลัก ด้านแรกคือการส่งเสริมการเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น วัด พิพิธภัณฑ์ และโบราณสถาน รวมถึงสนับสนุนเทศกาลสำคัญทั่วประเทศ เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง และบุญบั้งไฟ พร้อมติดตั้งม้านั่งและจุดวางร่มบริเวณจุดรับส่งในแหล่งท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และอยุธยา โดยนักท่องเที่ยวสามารถสแกน QR Code บนม้านั่งเพื่อดูแผนที่ท่องเที่ยวที่คนท้องถิ่นแนะนำ
ด้านที่สองคือการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าชุมชนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยนำร้านค้าผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ที่ผ่านการคัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมเข้าสู่บริการ GrabMart เพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการและชุมชน ด้านที่สามคือการยกระดับอาหารไทยเพื่อต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้วยการโปรโมตร้านอาหารกว่า 150 ร้าน ภายใต้โครงการ The Lost Taste ผ่านบริการ GrabFood ส่วนด้านสุดท้ายคือการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นผ่านโครงการ GrabAcademy ด้วยการจัดฝึกอบรมและ workshop เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีไปเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้ต่อเนื่อง
รายละเอียดความร่วมมือ
| รายละเอียด | ข้อมูล |
|---|---|
| วันที่ลงนาม MOU | 26 ตุลาคม 2569 |
| สถานที่ลงนาม | ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม |
| ระยะเวลาความร่วมมือ | 3 ปี |
| จำนวนร้านอาหารในโครงการ The Lost Taste | มากกว่า 150 ร้าน บน GrabFood |
| ผู้ใช้บริการ Grab ต่อเดือน | มากกว่า 54 ล้านคน ครอบคลุม 8 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ |
| พื้นที่ติดตั้งจุดรับส่งนักท่องเที่ยว | กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, อยุธยา |
ข่าวนี้น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและสินค้าชุมชนที่มองหาช่องทางจำหน่ายใหม่ผ่าน GrabMart และ GrabFood ผู้จัดงานเทศกาลและกิจกรรมวัฒนธรรมที่ต้องการพันธมิตรด้านเทคโนโลยี รวมถึงคนทำงานโรงแรมและการท่องเที่ยวที่ต้องการติดตามทิศทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และอยุธยา