BOI สรุปยอดลงทุน 9 เดือนปี 2569 ทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท ภาคใต้และอาหารโตแรง
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเผยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนแรกปี 2569 รวม 1,707,430 ล้านบาท พร้อมแรงหนุนธุรกิจอาหารและโรงแรมในภาคใต้
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2569 นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เปิดเผยยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยช่วง 9 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2569 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน ว่ามีจำนวนรวม 1,954 โครงการ มูลค่า 1,707,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน การขยายตัวดังกล่าวเกิดจากการย้ายฐานการลงทุนระดับโลกตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความก้าวหน้าของวิทยาการสมัยใหม่ โดยมีกลุ่ม digital, อุตสาหกรรม electronics ตลอดจนการเกษตรและอาหารเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ทั้งนี้ภาครัฐได้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปรับปรุงกฎระเบียบผ่านกลไก Thailand FastPass ร่วมกับมาตรการสร้างบุคลากร Skill Bridge เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน
การลงทุนกลุ่ม digital และเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน AI
อุตสาหกรรม digital มียอดขอรับการส่งเสริมสูงสุดกว่า 1.17 ล้านล้านบาท จาก 139 โครงการ ตามด้วยกลุ่ม electronics และเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวน 262 โครงการ มูลค่า 189,370 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 หากนับเฉพาะกิจการในห่วงโซ่อุปทาน AI มีคำขอรวม 111 โครงการ มูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท ครอบคลุมกิจการ data center, data hosting, บริการ cloud, การออกแบบ chip, ระบบ semiconductor, แผงวงจร PCB, อุปกรณ์ photonics, ระบบจ่ายไฟ, AI Server และ hard disk drive โดยมีบริษัทชั้นนำเข้าร่วมลงทุน อาทิ Analog Devices, Delta Electronics, Western Digital Storage Technologies, Eoptolink Technology และ Celestica ซึ่งช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่การผลิตชิ้นส่วน การติดตั้ง และการบำรุงรักษาระบบครบวงจร
การขยายตัวของกลุ่มเกษตร อาหาร และธุรกิจโรงแรมในภูมิภาค
กลุ่มเกษตรและอาหารมีมูลค่าขอรับการส่งเสริม 80,190 ล้านบาท จาก 218 โครงการ เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 59 โดยมีผู้ประกอบการสำคัญได้แก่ Nestle, Thai Inaba Foods, Siam Quality Starch, Siam Modified Starch และ European Food ที่เข้ามาลงทุนแปรรูปวัตถุดิบในประเทศให้มีมูลค่าสูงขึ้นตามแนวทางที่ธนาคารโลกประเมินไว้ ส่วนกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคมีจำนวนสูงสุด 313 โครงการ มูลค่า 59,870 ล้านบาท ควบคู่กับกิจการด้าน logistics และบริการ 51,820 ล้านบาท, ยานยนต์ 36,340 ล้านบาท, แร่และวัสดุ 28,460 ล้านบาท, เคมีและ petrochemical 22,160 ล้านบาท ตลอดจนเครื่องจักรและหุ่นยนต์ 18,880 ล้านบาท สำหรับพื้นที่ลงทุนสูงสุดคือภาคกลาง 955,260 ล้านบาท และภาคตะวันออก 632,320 ล้านบาท ขณะที่ภาคใต้มีมูลค่า 34,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 โดยมีกิจการโรงแรม การผลิต palm oil การแปรรูปยางพารา และพลังงานหมุนเวียนเติบโตเด่นในจังหวัดภูเก็ต พังงา สงขลา และสุราษฎร์ธานี
| รายละเอียด | ข้อมูล |
|---|---|
| วันที่แถลงข้อมูล | 26 ตุลาคม พ.ศ. 2569 |
| ช่วงเวลาสถิติ | มกราคม ถึง กันยายน พ.ศ. 2569 |
| ยอดคำขอรวมทั้งหมด | 1,954 โครงการ มูลค่า 1,707,430 ล้านบาท |
| พื้นที่ลงทุนหลัก | ภาคกลาง 955,260 ล้านบาท และภาคตะวันออก 632,320 ล้านบาท |
| พื้นที่การลงทุนภาคใต้ | 34,140 ล้านบาท ในจังหวัดภูเก็ต พังงา สงขลา และสุราษฎร์ธานี |
ทิศทางการลงทุนครั้งนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนทำงานโรงแรมและธุรกิจที่พัก โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต พังงา สงขลา และสุราษฎร์ธานีที่มีการขยายตัวของการลงทุนด้านโรงแรมและสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 นอกจากนี้ผู้จัดงานและผู้ประกอบการด้าน MICE ยังสามารถต่อยอดโอกาสจากการจัดงานประชุมหรือนิทรรศการเพื่อรองรับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติในสายอุตสาหกรรม digital, AI และอาหารแปรรูปที่เข้ามาตั้งฐานธุรกิจในไทย ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวทั่วไปจะได้รับความสะดวกสบายจากที่พักมาตรฐานใหม่ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูงในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ