ม.วลัยลักษณ์ ทะยานสู่อันดับ 3 ของไทย ใน THE World University Rankings 2027
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์สร้างสถิติใหม่ขยับขึ้นอันดับ 3 ของไทยและครองอันดับ 1 ภาคใต้จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกปีล่าสุด
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประกาศความก้าวหน้าครั้งสำคัญและสร้างชื่อเสียงให้กับวงการอุดมศึกษาไทย ด้วยการทะยานก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 3 ของประเทศจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกประจำปีล่าสุด สถาบันชั้นนำระดับโลกอย่าง Times Higher Education ได้ประกาศผลการจัดอันดับ THE World University Rankings 2027 ซึ่งเปิดเผยให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดของมหาวิทยาลัยจากภาคใต้แห่งนี้ ผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมดังกล่าวทำให้มหาวิทยาลัยสามารถครองตำแหน่งอันดับ 1 ของสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ การประกาศผลในครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลกท่ามกลางสถาบันการศึกษาชั้นนำที่เข้าร่วมการประเมินมากกว่า 2,297 แห่งทั่วโลก
เส้นทางการพัฒนาของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในเวทีโลกมีความโดดเด่นและเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ย้อนกลับไปเมื่อปี 2566 มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับระดับโลกเป็นครั้งแรกโดยอยู่ในกลุ่ม 1501+ หลังจากนั้นผลงานได้มีการขยับอันดับดีขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม 1201 ถึง 1500 ในช่วงปี 2567 ถึง 2569 ล่าสุดจากการประกาศผลในปี 2027 มหาวิทยาลัยสามารถทำสถิติใหม่ก้าวกระโดดเข้ามาอยู่ในกลุ่ม 1001 ถึง 1200 ได้สำเร็จ การประเมินอันเข้มข้นนี้พิจารณาจากเกณฑ์หลัก 5 ด้านครอบคลุมทั้งคุณภาพการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมการวิจัย คุณภาพงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนภาพลักษณ์ความเป็นนานาชาติ
ผลงานวิจัยระดับสากลและความเป็นนานาชาติ
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ผลักดันให้ภาพรวมของสถาบันดีขึ้นอย่างชัดเจนคือคะแนนด้านคุณภาพงานวิจัยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด มหาวิทยาลัยสามารถทำคะแนนด้านคุณภาพงานวิจัยได้สูงถึง 66.2 คะแนน ซึ่งถือเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากเดิมที่เคยทำได้ 56.4 คะแนน ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้มหาวิทยาลัยผงาดขึ้นเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยในตัวชี้วัดนี้และอยู่ในอันดับที่ 734 ของโลก ข้อมูลเชิงลึกระบุว่าผลงานวิจัยของคณาจารย์ในช่วงปี 2565 ถึง 2569 มีจำนวนรวมมากกว่า 3,900 เรื่อง โดยผลงานเกือบ 3 ใน 4 ของจำนวนดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติกลุ่ม Scopus Quartile 1 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งทางวิชาการ
นอกเหนือจากคุณภาพของงานวิจัยที่โดดเด่นแล้ว ความเป็นนานาชาติยังเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่มหาวิทยาลัยสามารถทำคะแนนประเมินได้เป็นอย่างดี การประเมินด้านความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับคะแนนสูงถึง 51.4 คะแนน ส่งผลให้สามารถครองอันดับ 2 ของประเทศและอยู่ในอันดับที่ 885 ของโลก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาพรวมบรรยากาศการเรียนการสอนที่เปิดกว้างและมีความเป็นสากล รวมถึงสะท้อนถึงความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ล้วนช่วยสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและเปิดโอกาสอันดีให้นักศึกษาได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่หลากหลาย
มุ่งยกระดับมาตรฐานการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่าเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นและทุ่มเทของคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาทุกคน ปัจจุบันทางสถาบันมีคณาจารย์ที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการในสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 65 และมีเป้าหมายที่ท้าทายในการเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวให้ไปถึงร้อยละ 70 ภายในระยะเวลา 1 ถึง 2 ปีข้างหน้า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนก้าวสำคัญที่ช่วยยืนยันว่ามหาวิทยาลัยกำลังเดินมาถูกทางในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานให้ทัดเทียมกับสถาบันชั้นนำระดับสากล
การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนยังคงเป็นภารกิจหลักที่ทางสถาบันให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยได้นำกรอบมาตรฐานวิชาชีพการสอนของสหราชอาณาจักร หรือที่รู้จักกันในชื่อ UKPSF เข้ามาปรับใช้เพื่อยกระดับทักษะการสอนของคณาจารย์อย่างจริงจัง ผลจากการดำเนินการอย่างมุ่งมั่นทำให้ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีคณาจารย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก Advance HE เป็นจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย แนวทางดังกล่าวช่วยให้นักศึกษาและผู้ปกครองมั่นใจได้ว่าจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญและมีมาตรฐานการสอนระดับโลก
ความสำเร็จด้านการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในครั้งนี้น่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักเรียนที่กำลังมองหาสถานที่ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาคุณภาพสูง ตลอดจนกลุ่มผู้ปกครองที่ต้องการความมั่นใจในมาตรฐานการเรียนการสอนของสถาบันในประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้ที่ทำงานในแวดวงวิชาการหรือองค์กรธุรกิจที่กำลังมองหาความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนายังสามารถใช้ข้อมูลการจัดอันดับระดับโลกเหล่านี้เพื่อประกอบการตัดสินใจ สิ่งนี้จะช่วยเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพสูงต่อไปในอนาคต