NIA เริ่มใช้เกณฑ์ใหม่บัญชีนวัตกรรมไทย 1 ตุลาคม 2569 มุ่งขยายโอกาสสู่ตลาดเอกชน
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเตรียมเปิดรับขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยด้วยเกณฑ์ใหม่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อผลักดันนวัตกรรมสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ประกาศรับบทบาทใหม่ในการเป็นหน่วยงานหลักตรวจสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย โดยจะเริ่มเปิดรับคำขอด้วยเกณฑ์ใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เป้าหมายเพื่อยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศให้มีความโปร่งใส สามารถวัดผลได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน การดำเนินงานครั้งนี้มุ่งเน้นผลักดันผลงานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำนวัตกรรมเข้าสู่การใช้งานจริงเพื่อต่อยอดสู่ตลาดที่กว้างขึ้น
| รายละเอียด | ข้อมูล |
|---|---|
| หน่วยงานผู้รับผิดชอบ | สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA |
| วันที่เริ่มต้นเปิดรับคำขอ | 1 ตุลาคม 2569 |
| ระยะเวลาการให้สิทธิ | 5 ปี (ต่ออายุได้ไม่เกิน 3 ปี) |
ปรับลดระยะเวลาและขยายโอกาสสู่ตลาดธุรกิจ
การปรับปรุงแนวทางใหม่มุ่งเน้นให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทาง technology ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน โดยมีประเด็นสำคัญคือการปรับลดกรอบระยะเวลาการให้สิทธิในบัญชีนวัตกรรมไทยจากเดิม 8 ปี เหลือเพียง 5 ปี เมื่อครบกำหนดแล้ว หากผลิตภัณฑ์หรือบริการดังกล่าวยังคงมีศักยภาพและตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ผู้ประกอบการสามารถขอต่ออายุเพิ่มได้อีกไม่เกิน 3 ปี การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการผูกขาดในตลาด และเปิดโอกาสให้สินค้านวัตกรรมใหม่ได้เข้ามาแข่งขันอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ยังมีการกำหนดทิศทางใหม่เพื่อขยายเป้าหมายจากเดิมที่เน้นเพียงตลาดภาครัฐ ให้ครอบคลุมถึงตลาด B2B และ B2C ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
หลักเกณฑ์สำคัญ 6 มิติเพื่อความน่าเชื่อถือ
ผู้ประกอบการที่สนใจขึ้นทะเบียนต้องมีคุณสมบัติเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และต้องมีบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ของทุนจดทะเบียน สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์ 6 ด้านอย่างเคร่งครัด เกณฑ์ดังกล่าวประกอบด้วยการมีฐานการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย รวมถึงการนำเสนอความใหม่ที่แตกต่างและตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ดีกว่า technology เดิม อีกหนึ่งเกณฑ์สำคัญคือด้านความปลอดภัย ซึ่งผลงานจะต้องผ่านการทดสอบคุณภาพจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้
นอกเหนือจากความใหม่และความปลอดภัยแล้ว นวัตกรรมนั้นต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตลาดและการเติบโตเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจน ผู้ประกอบการจะต้องมีความพร้อมด้านการผลิต การส่งมอบ และการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ประการสุดท้ายคือต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกด้วยการใช้วัตถุดิบหรือทรัพยากรภายในประเทศไทยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม กระบวนการพิจารณาและการประเมินทั้งหมดจะดำเนินการอย่างโปร่งใสโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก่อนจะส่งต่อให้สำนักงบประมาณตรวจสอบราคาต่อไป
ข่าวนี้น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ ผู้จัดงาน และคนทำงานโรงแรมที่กำลังมองหา technology หรือนวัตกรรมใหม่ของคนไทยไปประยุกต์ใช้ในองค์กร การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์บัญชีนวัตกรรมไทยครั้งนี้จะทำให้ภาคธุรกิจมีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนความก้าวหน้าของนวัตกรรมไทยให้เติบโตในตลาดสากล