โรงพยาบาลนวเวช เผย 7 วิธีตรวจเช็กโรคหัวใจ เลือกแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง
ทำความรู้จัก 7 วิธีการตรวจเช็กโรคหัวใจด้วยเทคโนโลยีการแพทย์จากโรงพยาบาลนวเวช เพื่อการเลือกวิธีประเมินความเสี่ยงและรักษาอาการได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
โรงพยาบาลนวเวช โดย นพ.ธิติศักดิ์ สกุลวรกิตติ อายุรแพทย์โรคหัวใจ ประจำศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก ได้ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจเช็กโรคหัวใจด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก การเลือกวิธีการตรวจให้เหมาะสมกับอาการและความเสี่ยงของแต่ละบุคคลจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยป้องกันและรักษาโรคได้อย่างแม่นยำ ผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติจึงควรทำความเข้าใจถึงข้อดีของการตรวจแต่ละแบบเพื่อประกอบการตัดสินใจ
7 วิธีการตรวจประเมินโรคหัวใจที่ควรรู้
การตรวจหาและรักษาปัจจัยเสี่ยง หรือ Risk Factors Screening เป็นวิธีการพื้นฐานที่เหมาะสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ การตรวจนี้จะครอบคลุมตั้งแต่การซักประวัติ ตรวจร่างกาย เจาะเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาลและไขมัน ไปจนถึงการวัดความดันโลหิต ข้อดีคือเป็นกระบวนการที่ทำได้ง่าย มีความคุ้มค่า และช่วยป้องกันโรคได้ตั้งแต่ก่อนที่จะมีอาการแสดงออกมา
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ Electrocardiogram เป็นการตรวจการนำไฟฟ้าด้วยการติดแผ่นรับสัญญาณบริเวณหน้าอก แขน และขา เพื่อแสดงผลออกมาเป็นเส้น graph วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการใจเต้นผิดจังหวะ หรือเต้นเร็วและช้ากว่าปกติ การตรวจรูปแบบนี้สามารถรู้ผลได้ทันทีและบอกความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิดได้เป็นอย่างดี
การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง หรือ Echocardiography เป็นการใช้คลื่น ultrasound ตรวจบริเวณหน้าอกเพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ เหมาะสำหรับผู้ที่แพทย์สงสัยว่าลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว หรือมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ การตรวจวิธีนี้จะสามารถแสดงให้เห็นการบีบตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ รวมถึงการเปิดปิดของลิ้นหัวใจได้อย่างชัดเจน
การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกแรงด้วยการวิ่งสายพาน หรือ Treadmill Exercise Stress Test เป็นการประเมินอาการและความเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะที่ผู้ป่วยเดินหรือวิ่งบนสายพาน เหมาะกับผู้ที่มีอาการแน่นหน้าอกเวลาออกแรง วิธีนี้ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจหาความผิดปกติที่อาจไม่แสดงอาการในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะพักได้
การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่อง CT Scan หรือ Coronary CT angiography เป็นการถ่ายภาพร่วมกับการฉีดสารทึบแสงเพื่อประเมินหลอดเลือดหัวใจ วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอาการหลอดเลือดหัวใจตีบแบบคงตัว ข้อดีของเทคโนโลยีนี้คือสามารถประเมินการตีบตันได้โดยไม่ต้องทำการสวนหัวใจ และสามารถตรวจหาความผิดปกติอื่นของหลอดเลือดหัวใจได้พร้อมกัน
การตรวจหัวใจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าภายใต้ภาวะกระตุ้น หรือ Stress Cardiac MRI เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่อง MRI และการให้ยากระตุ้นหัวใจ เหมาะกับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบรุนแรง วิธีนี้มีจุดเด่นตรงที่ไม่ต้องใช้รังสี และสามารถประเมินกล้ามเนื้อหัวใจได้ชัดเจนที่สุดว่าสมควรได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดและวางขดลวดหรือไม่
การตรวจคราบหินปูนบริเวณหลอดเลือดหัวใจด้วย CT Coronary Calcium Scan เป็นการหาหินปูนที่สะสมบริเวณผนังหลอดเลือดหัวใจ เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องรับประทานยาลดไขมันหรือไม่ การตรวจรูปแบบนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถกำหนดเป้าหมายระดับไขมันในเลือดได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
เมื่อใดที่ควรเข้ารับการฉีดสีสวนหัวใจ
การฉีดสีสวนหัวใจ หรือ Coronary Angiography จะนำมาพิจารณาใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเข้าข่ายหลอดเลือดหัวใจตีบตันเฉียบพลัน อาการที่สังเกตได้คือเจ็บหน้าอกขณะพัก หรือรับประทานยาแล้วอาการเจ็บหน้าอกไม่ทุเลาลง หากแพทย์ตรวจเลือดพบหลักฐานของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะส่งผู้ป่วยเข้ารับการฉีดสีด้วยการใส่อุปกรณ์คล้ายหลอดยาวเข้าทางหลอดเลือดแดงเพื่อประเมินการอุดตันต่อไป
ศูนย์โรคหัวใจและทรวงอกของ โรงพยาบาลนวเวช มีความพร้อมในการดูแลรักษาอย่างครบวงจรตั้งแต่การป้องกันไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ทางโรงพยาบาลมีทีมอายุรแพทย์เฉพาะทางที่ทำงานควบคู่กับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน American Accreditation Commission International รวมไปถึงมาตรฐาน ISO ด้านการจัดการองค์กรสุขภาพและระบบบริหารงานคุณภาพอีกด้วย
| รายละเอียด | ข้อมูล |
|---|---|
| สถานที่ | โรงพยาบาลนวเวช |
| โทรศัพท์ | 1507 |
| LINE | @navavej |
ข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีความน่าสนใจสำหรับคนทำงานและบุคคลทั่วไปที่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเอง รวมถึงผู้ที่ต้องการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเพื่อเตรียมตัวเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคหัวใจได้อย่างถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ