ธนาคารกรุงไทยและพันธมิตรเตรียมเปิดประมูล Carbon Credit ไตรมาส 2 ปี 2570
ธนาคารกรุงไทยร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและพันธมิตรพัฒนาตลาด Carbon Credit เตรียมเปิดประมูลภายในไตรมาส 2 ปี 2570
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 ธนาคารกรุงไทยร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและพันธมิตรภาคธุรกิจประกาศความร่วมมือพัฒนาตลาด Carbon Credit ภายใต้โครงการ Low Carbon Cities (LCC) บนเวทีเสวนาในงานประชุม IMF and World Bank Group Annual Meetings 2026 ความร่วมมือนี้มุ่งเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน โครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน และความต้องการซื้อของภาคเอกชนเพื่อขยายการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย การดำเนินงานจะรวบรวมโครงการที่ได้มาตรฐานมาจับคู่กับผู้ซื้อผ่านระบบประมูลและค้นหาราคาที่โปร่งใส
กลไกตลาดทุนและการสนับสนุนจากองค์กรระดับโลก
โครงการ LCC ได้รับการสนับสนุนจาก World Bank ด้วยวงเงินกู้ 200 ล้าน USD จาก International Bank for Reconstruction and Development (IBRD) ผ่าน EXIM BANK โดยมีรัฐบาลไทยค้ำประกันเพื่อขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนในทรัพย์สินภาครัฐทั่วประเทศ ธนาคารกรุงไทยทำหน้าที่ประสานงานและบริหารจัดการโครงการร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยให้โครงการขนาดเล็กเข้าถึงตลาดได้ด้วยต้นทุนที่ลดลง นอกจากนี้ยังใช้ระบบ Digital สำหรับตรวจวัด รายงาน และทวนสอบข้อมูลภายใต้แผนงานที่ขึ้นทะเบียนกับ Gold Standard เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและตรวจสอบตามมาตรฐานก่อนออกใบรับรองจำหน่าย
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่าการเชื่อมโยงโครงการที่ได้มาตรฐานเข้ากับผู้ซื้อที่มีความต้องการจริงจะสร้างผลตอบแทนและแรงจูงใจให้เอกชนลงทุนด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพร้อมพัฒนาระบบประมูล Carbon Credit ภาคสมัครใจสำหรับผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศโดยคาดว่าจะเริ่มประมูลได้ภายในไตรมาส 2 ปี พ.ศ. 2570 ระบบดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของแผนกลยุทธ์ 3 ปีตั้งแต่ พ.ศ. 2569 ถึง 2571 เพื่อรองรับการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับตามร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต
ความร่วมมือจากภาคธุรกิจการเดินทางและพลังงาน
กลุ่มองค์กรภาคเอกชนที่แสดงความสนใจเป็นผู้ซื้อในอนาคตประกอบด้วย Grab, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), ACEIS Electric and Power และ DriverAI ซึ่งจะช่วยสร้างอุปสงค์ในตลาดและเร่งการลดก๊าซเรือนกระจกในวงกว้าง นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab ประเทศไทย เปิดเผยว่าบริษัทมุ่งลดมลพิษตลอดห่วงโซ่อุปทานและเปิดให้ผู้ใช้บริการร่วมบริจาค 1 ถึง 2 บาทต่อรายการเดินทางหรือสั่งซื้อในโครงการ Green Programme พร้อมเตรียมเข้าร่วมเป็นผู้ซื้อตามเกณฑ์ของโครงการ LCC ขณะที่นางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการบัญชี บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการบินไทยมุ่งศึกษาและพัฒนา Carbon Credit จากโครงการให้เป็น CEEUs ตามมาตรฐานของ International Civil Aviation Organization (ICAO) เพื่อใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการบินระหว่างประเทศ
| รายละเอียด | ข้อมูล |
|---|---|
| วันที่ประกาศความร่วมมือ | 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 |
| สถานที่และเวทีประกาศความร่วมมือ | งานประชุม IMF and World Bank Group Annual Meetings 2026 |
| กำหนดเริ่มเปิดประมูล Carbon Credit | ภายในไตรมาส 2 ปี พ.ศ. 2570 |
| แผนกลยุทธ์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย | ระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2569 ถึง 2571) |
| วงเงินกู้สนับสนุนโครงการ LCC | 200 ล้าน USD จาก IBRD ผ่าน EXIM BANK |
| การบริจาคในโครงการ Green Programme ของ Grab | 1 ถึง 2 บาท ต่อเที่ยวการเดินทางและการสั่งซื้อ |
ข่าวสารความร่วมมือครั้งนี้น่าสนใจสำหรับคนทำงานโรงแรมและผู้จัดงานที่ต้องการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดขนาดเล็กเพื่อเข้าถึงตลาดซื้อขาย Carbon Credit ด้วยต้นทุนธุรกรรมที่ลดลง ขณะเดียวกันผู้จัดงานและผู้ประกอบการยังสามารถเตรียมความพร้อมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับกลไกตลาดที่จะเริ่มเปิดประมูลในปี พ.ศ. 2570 นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการของการบินไทยและ Grab ซึ่งสามารถมีส่วนร่วมสนับสนุนการเดินทางที่ช่วยชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน